จิตตก

6-7-55

คุยกับแม่เรื่องน้องต้องไปประชุมที่พัทยา ผมจึงชวนแม่ไปเที่ยวพัทยาด้วยเลย  แม่บอกว่าบ้านใกล้เสร็จแล้วก็ให้กลับมาอยู่ซะเพราะน้องๆเดี๋ยวก็แต่งงานไปกันหมดแล้ว ไม่มีใครมาอยู่หรอก พ่อแม่ก็แก่แล้วพ่อก็จะทำสวนยางเพิ่ม ให้มาดูคุมคนงานซะ อย่าเป็นพ่อพวงมาลัยลอยไปลอยมาอยู่เลย

ช่วงเย็นๆ พระดิว(บวชเป็นพระ)แฟนเก่าโทรมาบอกว่าแฟนของท่านขออยู่คนเดียวแยกกันสักพักแล้วก็เอาสิ่งของทุกอย่างมาให้ที่วัด ผมก็ได้แต่บอกว่า ตอนนี้ท่านครองผ้าเหลือง ท่านควรอยู่ทางธรรม ละทางโลก ไม่งั้นจะบาปนะ อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ถ้าถึงเวลาแล้วท่านสึกออกมาแล้วค่อยว่ากัน พระดิวก็พูดกลับมาว่า กลัวว่าผมจะทิ้งอีกคน (ในใจคิดว่าแล้วตอนนั้นท่านบอกรักผม ผมคือคนที่เติมเต็มทุกอย่างให้แต่ท่านเลือกที่จะไป) ผมก็ได้แต่บอกว่า ท่านไม่ต้องห่วง ผมก็อยู่ของผมแบบนี้แหละ ถึงเวลาที่ท่านสึกออกมาแล้วค่อยว่ากัน (ไม่อยากจะพูดอะไรเยอะ ไม่อยากเข้าไปทำร้ายจิตใจท่านและไม่อยากเข้าไปมีส่วนทำให้วุ่นวานจิตขณะบวช ไม่งั้นผมจะบาปมาก) ท่านบอกต่ออีกว่า อยากย้ายวัดเพราะเหมือนมีปัญหากับพระรูปอื่น ให้ช่วยถามวัดแถวปราจีนให้ด้วย

พอฟังทั้งสองเรื่องในวันเดียวกันจิตตกคือ

เรื่องกลับไปอยู่บ้าน ถามว่าดีไม๊ ดีคับคือมีบ้านอยู่ อยู่กับพ่อ แม่ ได้ดูแลท่าน ทรัพย์สินอนาคตดีแน่นอน ไม่ต้องอาศัยคนอื่น (แม่บุญธรรม)  ***แต่ไม่ดีตรงที่ว่าอยู่แต่ในดงในป่า การเงิน อาหารการกิน อิสระจะเข้า กทม. หรือไปไหนมาไหน ไม่สะดวกสบายเท่าที่อยู่กับแม่บุญธรรมในเมือง

เรื่องพระดิว ถามว่ายังรักไม๊ ก็ยังรักอยู่ (คิดย้อนกลับไปเหมือนตัวเราเองที่ไม่เลือกรักคนที่รักเรา ทิ้งเค้าไปแต่พอคิดได้จะกลับไปหาเค้า เค้าก็ไม่รับรักเราซะแล้ว ซึ่งผมคิดว่าถ้าเค้ายอมรับผมกลับไปก็จะรักและทำดีให้เต็มที่) และหวังว่าพระดิวก็น่าจะคิดแบบนี้เช่นกัน หรือท่านคิดว่าเพราะไม่มีใครแล้ว (ไม่อยากคิดแบบนี้เลย)  ใจนึงก็อยากได้กลับมา ใจนึงก็เหมือนว่ายังเคืองอยู่ที่ท่านทิ้งเราไปดื้อๆ

สองเรื่องในอนาคตถ้ายังอยู่กับแม่บุญธรรม จะอยู่แบบนี้ก็สบายๆ ชิวๆ แต่อนาคตไม่แน่นอน (ไม่มีสิ่ิงแน่นอนสำหรับชีวิตผมอยู่แล้ว) หรือพระดิวสึกแล้วจะมาอยู่ด้วยก็ไม่มีปัญหา

ถ้ากลับไปอยู่บ้าน ลำบากแน่*** แต่มีรถใช้ (พ่อออกรถฟอร์จูนเนอร์ป้ายแดง) มีบ้านอยู่ ได้อยู่กับพ่อแม่ (แต่ไม่รู้ว่าวิบากกรรมหนักกับพ่อนั้นหมดรึยัง) ได้ทำงานในสวน ได้ดูแลทรัพย์สินของบ้าน ทั้งบ้าน อาการพาณิชย์ ที่ดินที่ต่างๆรวมกันก็น่าจะ 700ไร่ เห็นจะได้ ซึ่ง ณ ตอนนี้ไม่ค่อยรู้อะไรเลย และอาจต้องรับช่วงดูแลงานต่อจากพ่อ (แม่บุญธรรมบอกอยู่เสมอว่า “หมอเป็นพี่คนโต ต้องคอยทรัพย์สินของที่บ้านบ้างนะ ไม่ใช่อะไรก็ของนอกกายตายไปก็เอาไปไม่ได้  แม่ไม่ได้ยุให้หมออคติกับน้องๆของหมอนะ แต่ที่แม่เห็นและสัมพัสได้ น้องๆของหมอทุกคนมีแต่ร้ายๆทั้งนั้น (ซึ่งมันเป็นจริง ร้ายเงียบ) ถ้ามันเกิดอะไรขึ้นแล้วหมอไม่ได้อะไรเลย หมอจะทำยังไง ”  และลำบากเรื่องที่ดิวอาจจะไปอยู่ด้วยไม่ได้ พ่อไม่ยอมรับแน่ พ่อไม่เคยเห็นว่าใครดีนอกจากตัวพ่อเองหรือว่าคนมีเงินเท่านั้น คิดว่าแม่ยังพอรับเรื่องนี้ได้

มันคืออนาคตเนอะ ไม่มีอะไรแน่นอนเลย  มาคิดย้อนกลับไป พี่เหมี่ยวหมอดูคนแรก (ที่เคยเขียนบันทึกไว้แล้ว)บอกว่า อย. 39 จะมีบ้าน และอย. 41 ก็จะมีอีกหลังนึง ซึ่งตอนนั้นทุกอย่างพร้อมอีกไม่นานก็น่าจะมีบ้านได้แล้วไม่ต้องรอ อย. 39 แต่สุดท้ายที่มีมันก็กลับตละปัด แล้วตอนนี้ก็ อย.เข้า 39 แล้วคงได้ไปอยู่บ้านใหม่ ดูดวงให้ตัวเองปีนี้จะได้รถ (แต่ก็ไม่เห็นมีวี่แวว) หรือว่าจะได้รถจากที่พ่อซื้อครั้งนี้……

คิดไม่ตก  เห้ยยยยยยยยยยยยยยยย

Advertisements
โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

ชีวิตนี้มันชั่งอัศจรรย์ของผม

เมื่ออายุ 34 เคยคิดว่าถ้าตาย ณ.ตอนนี้ชีวิตนี้ก็ถือว่าคุ้มค่าแล้วชีวิตผ่านอะไรมาก็เยอะ เยอะกว่าคนที่อายุพอๆกันหรือมากกว่าด้วยซ้ำ   ถามว่าเพราะอะไรหนะเหรอ

จากชีวิตวัยเด็ก ไม่ได้โตกับพ่อแม่มาโตกับญาติที่ กทม. ผ่านอะไรมาก็เยอะ

เคยกินข้าวกับน้ำปลา เก็บของเก่าขาย และก็เคยนั่งกินข้าวใน รร. หรูๆ เป็นเดือนๆ

เคยใช้สิ่งของต่อจากคนอื่นและก็เคยอยากได้อะไรก็ซื้อด้วยตัวเองไม่ว่าจะแพงแค่ไหนเท่าที่ซื้อได้ เรียนจบ ป.ตรี มีรถยนต์ใช้ มีเงินเดือนสูง อยากไปเที่ยวไหนก็ได้ไป มีเพื่อน มีลูกน้องและมีอะไรอีกมากมาย…..

ณ.ขณะนี้อายุ 38 ปี เมื่อคิดย้อนไป ถ้าตายตอนนั้น ก็คงไม่ได้ใช้ชีวิต หรือเรียนรู้อะไรต่างๆ อีกมากมาย  ชีวิตนี้

เคยเป็นลูกจ้างทำงานในบริษัทต่างๆ เป็นพนักงานขายทั้งใน กทม.และ ตจว. ได้เดินทางทำงานและเที่ยว  เริ่มต้นเงินเดือน 7,000.- ทำงาน 2 เดือน เงินเดือนขึ้นเป็น 8,500.-   (เคยได้เงินเดือน 15,000.- ปรับเงินเดือนให้เป็น 23,000.-  เงินเดือนขึ้น 8,000.- ถือว่าสูงมากในการปรับเงินเดือน)

เคยเป็น ผจก.เสื้อผ้านำเข้าแบรนด์ดังจากเยอรมัน (เดินห้างทุกวัน)

เคยเป็นเจ้าของกิจการเกี่ยวกับเครื่องจักรกล

เคยเป็นเจ้าของแบรนด์ยี่ห้อเครื่องสำอางค์

เคยเปิดร้านขายก๊วยเตี๋ยว

แม้กระทั้งเคยเป็นหมอดู  เกือบจะได้ดูดวงผ่านเคเบิ้ลของภูเก็ตช่องไอเดียทีวี 8

ขายทัวร์ท่องเที่ยวที่ภูเก็ต ทั้งๆที่โง่มากเรื่องของภาษาอังกฤษ

ที่ผ่านมามันคืออดีต ชีวิตที่หวือหวา แต่เคร่งเครียดกับหน้าที่การงาน การใช้ชีวิต  ปัจจุบันนี่สิ กลับมาอยู่ปราจีน อาศัยแม่บุญธรรม ทำงานกับแม่แค่วันละ 1-2 ชม. ถึงแม้ว่ารายได้อาจจะไม่มากแต่ก็มากกว่าบางคนที่ทำงานเต็มเวลาทั้งหนักและเหนื่อย  เวลาที่เหลือก็นอนพัก เล่น  ไม่เครียด อากาศก็แสนดี ไม่วุ่นวาย…….

สิ่งที่อยากทำอีกอย่างคือ อยากมีรีสอร์ทเล็กๆ รีสอร์ทบ้านดิน ในสวนผลไม้  แต่ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้ทำมากน้อยแค่ไหน……

ชีวิตนี้ยังมีอะไรให้น่าค้นหาอีกมากมาย….มันชั่งน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

จากใจครับ

ตอนนี้ผมเป็นหมอดูครับ   ส่วนใหญ่ที่มากดูก็มักจะมีทุกข์ที่ต่างกัน  มากบ้าง น้อยบ้าง  จึงทำให้ผมรู้อีกว่า  ชีวิตที่ผ่านมาของผม คือการเรียนรู้  เอาสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองไว้ค่อยบอกและช่วยคนที่เค้าทุกข์ แต่ผมก็อยากถามกลับไปว่า ผมเกิดมาทำไม  เกิดมาเพื่อสิ่งนี้หรอ  เกิดมาเพื่อเรียนรู้ความทุกข์แล้วไปช่วยแก้ให้คนอื่น  แล้วผมเมื่อไหร่จะได้เจอทางสว่าง(หรือว่าผมเจอแล้ว ทางสว่างคือทางธรรม) เมื่อไหร่จะจบจากการเรียนรู้เรื่องทุกข์ๆๆ  ผมเบื่อแล้ว ทุกข์พอแล้ว  ชีวิตนี้เหมือนคนไม่มีถิ่นฐานบ้านเกิด เดินทางไปเรื่อยๆ  เหนื่อยการใช้ชีวิตแล้วนะครับ

ทำไมนะ    ตอนนั้นถ้าย้อนกลับไปได้ ตอนที่วิญญาณหลุดออกจากร่าง  ผมจะไม่ยอมเข้าร่างอีกเลย   เพราะถือว่าตายอย่างสบาย  ไม่เจ็บไม่ปวด  ไม่ต้องทุกข์แล้วนี้ด้วย

รบกวนช่วยมารับผมไปเร็วๆๆครับ…….ผมเบื่อการใช้ชีวิตแล้วครับท่าน…..

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

Hello world!

Welcome to WordPress.com. This is your first post. Edit or delete it and start blogging!

โพสท์ใน Uncategorized | 1 ความเห็น

Tattoo Ganesh ภาพสักสวยๆ องค์ท่านพระพิฆเณศวร หลังจากสัก ก็มีแต่เรื่องดีๆ เข้ามาในชีวิต

ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีความคิดที่จะสักทำให้ร่างกายมีรอยด่างดำ (แม่เคยบอกไว้ว่า ตอนเด็ก ยุ่ง มดกัด  แม่แทบจะฆ่ามันเพราะมันทำให้ผิวของลูกเป็นรอย พอโตขึ้นจะไปสักให้ตัวเองมีรอยด่างดำบนร่างกายทำไม)
เรื่องมีอยู่ว่า จะเดินทางเข้า กทม วันที่ 16 ตุลาคม 2553 เพื่อร่วมงานแห่พระแม่ที่วัดแขก ในวันที่ 17   ซึ่งก่อนหน้านี้เปนช่วงเทศกาลกินเจและประกอบกับว่าฝนตกทุกเช้า  ทำให้ผมไม่ได้เปิดร้าน  และอยู่ดีๆก็มีความคิดที่อยากจะสักรูปองค์ท่านพระพิฆเณศ  ดังน้้นจึงเดินทางเข้า กทม วันที่ 14 ซึ่งตรงกับวันพฤหัสบดี (เป็นวันอธิบดี) และคิดที่จะสักในวันนี้  ก่อนขึ้นรถก็จุดธูปขออนุญาติต่อพระองค์ท่านฯ และเสี่่ยงทายถามว่า ถ้าสักแล้วจะดีหรือไม่ อนุญาติหรืไม่ สักสีหรือขาวดำ  ข้างซ้ายหรือข้างขวา  สรุปได้ดังนี้  สักแล้วจะดี  ให้สักขาวดำ ข้างซ้าย และอธิฐานต่ออีกว่า ขอให้เจอร้านดีๆ (ซึ่งมีร้านเพื่อนของเพื่อนที่ถนนข้าวสาร แต่ผมคิดว่าราคาคงสูงเพราะเป็นยานต่างชาติ) ราคาไม่สูง ได้รูปอย่างที่พระองค์ท่านฯต้องการ  เดินทางถึง กทม บ่ายสามโมง  ตอนแรกกะว่าจะไปดูร้านสักแถวตะวันนาก่อน แล้วค่อยไปเจอร้านเพื่อนที่นัดกันไว้  แต่มาคิดแล้วว่าถ้าไปตะวันนา กว่าจะไปที่ร้านเพื่อนของเพื่อนแถวถนนข้าวสาร รถคงติดมาก (ตอนนั้นคิดว่า เอาว๊ะ เป็นไงเป็นกัน ร้านเพื่อนของเพือนยังไงกันคงไม่แพงมากหรอก) จึงบอกเพื่อนว่าไปเจอกันที่ร้านเพื่อนของเพื่อนเลย จะได้ไม่เสียเวลา เพราะกว่าจะได้สัก กว่าจะสักเสร็จ คงดึก   พอไปถึงร้าน ก็บอกกับเจ้าของร้านว่า อยากสักรูปองค์ท่านพระพิฆเณศ เป็นขาวดำ  ต้นแขนด้านซ้าย   เค้าก็ให้เข้าไปหาดูรูปในเน็ต  แต่ไม่เจอรูปที่ถูกใจเลย  อยู่ดีๆ พี่คนที่สัก็หันรูปจากหน้าจอโนีตบุ๊คให้ผมดูแล้วถามว่ารูปนี้ชอบไม๊  โอ้ววววว พระเจ้า !!!!  รูปนั้นเป็นรูปที่ชอบมาก โดนใจอย่างแรง ราวปฏิหาร รูปสวยมาก แต่เป็นรูปที่มีแค่ภาพเศียรถึงพระศอ(คอ) ปลายงวงขาด  และเป็นภาพที่ต้องสักด้านขวา เพราะถ้าสักด้านซ้าย พระพักรจะหันกลับไปด้านหลัง  ช่างสักถามว่าทำไมต้องด้านซ้าย ด้านขวาไม่ได้เหรอ เพราะภาพต้องเป็นสักด้านซ้าย  จึงให้เหตุผลไปว่าเพราะอะไร  ช่างก็ดีแสนดี เอากระจกมาส่องหน้าจอ แล้วก็วาดรูปจากกระจกใส่กระดาษ พร้อมทั้งแต่งภาพให้ปลายงวงชูขึ้น  
จากนั้นก็ถึงเวลาที่ตัองสัก  (อารมณ์กลัวมาก แต่เพราะแรงศรัทธาอยากสักมีมากกว่า)  เจ็บนะแบบทนได้ สวดบทองค์ท่านตลอดเวลาและอธิฐานขอว่า อย่าให้เจ็บมาก อย่าให้ปวด อย่าให้เป็นอะไรเลย   แรกๆก็เจ็บแบบทนได้  หลังๆ เร่ิมไม่เจ็บ ออกแนวมันส์ๆแทน 555 (ซาดิส)  พอสักสำเร็จ  ขอบอกว่า ถูกใจมาก  สวยมาก  ไม่เจ็บ ไม่ปวด เลือดไหลน้อยๆๆๆๆมากๆๆๆๆ
นอนตื่นมาอีกวัน ก็ไม่เปนอะไรเลย แดงๆ นิดๆ  (ซึ่งเพื่อนโทรมาบอกว่า จะปวด จะบวม จะยกแขนไม่ขึ้น) ผมไม่เป็นอะไรเลย
สักวันพฤหัส  วันศุกร์ตอนเย็นไปเจอเพื่อน  เพื่อนเห็นและบอกว่า รอยสักที่เห็นเหมือนสักมาแล้วเป็นสัปดาห์  ไม่น่าเชื่อว่าเพิ่งสักมาเมื่อวาน
ใครๆ เห็นก็บอกว่าสวย   สวยหรือไม่ ลองดูกันนะครับ
หลังจากสักแล้วก็มีแต่เรื่องดีๆ เข้ามาในชีวิต  เรื่องแรกเลยคือ ผมรู้สึกสบายใจ สุขใจแบบบอกไม่ถูก  ทำอะไรก็มีความสุขตลอด 
 
 
มาดูภาพสักกันนะครับ  ถ่ายหลังจากสักสำเร็จแล้วประมาณ 15  ชม.  คือถ่ายเช้าวันศุกร์
 
 
ถ่ายสะท้อนกระจก
 
โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

โอวาทสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พรหมรังสี)

                          โอวาทสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พรหมรังสี)
"ลูกเอ๋ย  ก่อนจะเที่ยวไปขอบารมีหลวงพ่อองค์ใด  เจ้าจะต้องมีทุนของตัวเอง  คือบารมีของตนลงทุนไปก่อน  เมื่อบารมีของเจ้าไม่พอจึงค่อยขอยืมบารมีคนอื่นมาช่วย  มิฉะนั้นเจ้าจะเอาตัวไม่่รอด เพราะหนี้สินในบุญบารมีที่เที่ยวไปขอยืมมาจนล้นตัว….  เมื่อทำบุญกุศลได้บารมีมาก็ต้องเอาไปผ่อนใช้หนี้เข้าจนหมด ไม่มีอะไรเหลือติดต้ว…. แล้วเจ้าจะมีอะไรไว้ในภพหน้า  หมั่นสร้างบารมีไว้….  แล้วฟ้าดินจะช่วยเอง….  จงจำไว้นะ … เมื่อยังไม่ถึงเวลา  เทพเจ้าองค์ใดจะคิดช่วยเจ้าไม่ได้… ครั้นถึงเวลา… ทั่วฟ้าจบดินก็ต้านเจ้าไม่อยู่… จงอย่าไปเร่งเทวดาฟ้าดิน
                         เมื่อบุญเราไม่เคยสร้างไว้เลย  จะมีใครที่ไหนมาช่วยเจ้า…."

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

4 เดือนเลวร้ายที่สุดแล้วหรือยังกับชีวิต

เดือนพฤศจิกายน 52 ผมเริ่มกลับมาอยู่บ้านเพราะ พ่อ แม่ ซื้อตึกอาคารพาณิชย์ไว้ 3 คูหา แม่บอกผมว่า พ่อว่าซื้อแล้วไม่มีใครมาอยู่กูจะซื้อทำไมว๊ะ กูก็ซื้อให้ลูกๆหนะแหละ ที่ไม่เห็นมีใครมาสนใจเลย ตอนนั้นมันก็เหมือนมีผมคนเดียวที่ว่าง สามารถมาช่วยดูแลให้ได้  แต่ก็ยังเป็นช่วงไปๆ กลับๆ  กทม – ปราจีน  ที่เล่ามาก็เหมือนจะไม่มีอะไรที่น่าเลวร้ายเลย มาเล่าต่อ
อย่างที่เคยพิมพ์ไว้แล้วว่าผมโต กทม มาโดยตลอดอยากมาอยู่กับพ่อแม่ น้องๆ ผมรักครอบครัวผมมาก  ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่ได้กลับมาอยู่บ้าน ช่วยพ่อแม่ทำงานด้วย  แต่สิ่งที่ผมคิดมันตรงกันข้ามหมด   ผมเคยใช้ชีวิตตัวคนเดียวมาโดยตลอด  ผมทำอะไรก็เหมือนขวางหู ขวางตาพ่อไปหมดทุกเรื่อง ทำอะไรก็ผิด โดนด่า โดนว่า เกือบทุกวัน เรืองที่หนักๆ เช่น
 
1 มกราคม 2553  ตื่นเช้ามา กำลังล้างหน้าแปรงฟัน  พ่อพูดว่า มึงจะไปไหนก็ไป กูรำคาญ (ทั้่งๆที่ทุกคนสนุกสนานวันปีใหม่ แต่ผมต้องนั่งทนทุกข์ ไม่ได้ไปไหนเหมือนเช่นเคย)
 
25 กุมภาพันธ์ 2553  ตื่น 5.30 น  เป็นวันคล้ายวันเกิด  กะว่าตื่นมาใส่บาตร (แต่ก็ไม่ได้ใส่) แล้วก็เข้าสวนไปขับรถให้พ่อเพราะพ่อต้องไปธุระในเมือง (พ่อพูดใส่แม่ทั้งๆที่ผมยืนอยู่ด้วยว่า ให้มันไปขับรถกู มันจะขับได้เหรอ เดี๋ยวมันก็ทำรถกูพัง) อ้าวไหงพูดแบบนั้นหละ กลัวรถพังไม่ให้ไปก็ได้ นี่จะช่วยนะ พูดดีๆก็ได้ แถมเป็นวันคล้ายวันเกิดผมอีก และเหตุการณ์ตอนเช้าก็เกือบทำให้ผมคิดสั้นๆ ไปผูกคอตายเฝ้าสมบัติให้พ่อที่สวนซะแล้ว  อยากหวงสมบัติดีนัก
 
จำวันที่ไม่ได้   พ่อเมา ผมอยู่กับพ่อ 2 คน พ่อพูดว่า  " เลือดก้อนเดียวกูตัดได้ "  ประโยคนี้ผมเคยได้ยินพ่อพูดแล้วเมื่อผมอายุประมาณ 12 – 13  แต่ผมไม่รู้ความหมาย  แต่มันก็จำฝังใจมาโดยตลอด  มารู้ความหมายตอนอายุประมาณ 17 -18   แล้วผมก็ได้ยินประโยคนี้อีกจากปากพ่อ  แสดงว่าพ่อต้องฝังใจอะไรกับผมสักอย่างเพราะพูดครั้งแรกอย่างพูดเพราะไม่คิด  แต่นี่พูดอีก แล้วก็พูดตอนเมา (ตอนเมาคือตอนไม่มีสติ พูดแบบไม่กลั่นกรอง พูดจากใจ จากความรู้สึกจริง)
 
ตึกอาคารพาณิชย์เสร็จ  ข้างบนชั้น 2 ตีทะลุถึงกันหมด  แต่มีห้องนอนแค่ 2 ห้อง     น้องสามคนที่สามอยากได้ห้อง  แม่บอกผมว่า  ยกห้องให้น้องเถอะ  ลูกไปนอนกลางบ้านก็ได้ กว้างดี ใหญ่ดี นอนสบาย  (แม่ผมพูดถูกนะ)  แต่ความรู้สึกผมคือ อ้าวก็ให้ผมมาอยู่ไม่ใช่เหรอ เล่าแค่นี้มันอาจรู้สึกเฉยๆ  แต่ความจริงมันเจ็บมากคุณ เพราะคนที่พูดเป็นแม่ผมเอง
 
เรื่องต่อเติมหน้าบ้านและเรื่องอื่นๆ การกระทำที่ผมทำระหว่างผมกับน้องผม  มันต่างกันราวสวรรค์กับนรก เช่น
เรื่องดินหน้าบ้าน  พ่อพูดกับผม เหมือนยังกับผมผิดมาก เหมือนจะกินเลือดเนื้อผม  แต่ห่างกันไม่นาน พูดเรื่องเดียวกันกับน้องชายผม คุยไปหัวเราะไป   (มันชั่งเป็นอะไรที่ไม่ลำเอียงเลย)
ผมตื่นสายเพราะน้องเอาสุนัขมาไว้บ้าน มันต้องนอนกับคน ไม่งั้นก็จะไม่นอน มันเห่า ขูดประตู  ผมตื่นสาย ปกติพ่อมาบ้านตึกสาย แต่วันนี้มาเช้า ผมตื่นสาย พ่อด่าผม  แต่พอน้องผมตื่นสายก็ปกติไม่เห็นว่าอะไร และมีอีกหลายเรื่องที่การกระทำต่างกันมาก
 
ผมขี่รถมอไซค์ไม่แข็ง ช่วงมาอยู่บ้านใหม่ๆ ผมขี่กลับมาจากสวน  หมาที่บ้านเห่า ทำให้ผมถเกือบล้มเพราะกลัวหมากัด  พ่อกำลังเลี้ยงหลาน กล่อมหลานนอน  หลานตื่นเพราะเสียงหมาเห่า  พ่อด่าผม   แต่ไม่ด่าหมา  (เหมือนตลกที่เล่นกันในทีวีเลย)
 
ผมคิดจะทำอาหารขาย ขายข้าว ขายก๊วยเตี๋ยว  พอพ่อรู้ พ่อพูดว่าขายของกินไปเดี๋ยวก็เจ๊ง   (พูดให้พรนี้ 2 ครั้ง )  พ่อไม่เคยให้กำลังใจอะไรผมเลย
 
ผมคิดจะขายเหล้าปั่น  น้องก็เห็นดีด้วย ว่าจะทำกันสองคน  ร้านก็เริ่มตกแต่งแล้ว   ผมก็คิดว่าจะลงเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญ และคุยกับแม่ว่าจะทำ  น้องชายพูดว่า งั้นให้ผมทำเครื่องซักผ้า ส่วนร้านเหล้าน้องชายผมขอทำเอง  (เป็นไงหละ ยังไม่ทันไรก็ขอแยกตัวซะแล้ว)
 
เรื่องตกแต่งร้านก็ช่วยกันทำกับน้องชาย น้องชายผมจะทำอะไรที่ใหญ่ๆ หรื่อทำอะไรเริ่มต้นก่อนให้พ่อเห็น  พอพ่อกลับ มันก็จะปล่อยให้ผมทำต่อ หรือมันก็ไปในเมือง ผมก็อดไม่ได้ที่จะทำ แต่พ่อคงไม่รู้หรอกว่าที่บางอย่างสำเร็จเพราะฝีมือผม  และร้านนี้ที่คิดก็เริ่มต้นจากผม  ผมเสนออะไรไปก็ตกหมด น้องพูดไรก็ผ่านหมด แปลกดีเนอะ
การต่อวงจรไฟ ทำไฟหรี่ที่ร้าน ตอนแรกน้องผมทำก่อน  ทำจนไฟระเบิด (น้องผมจบวิศวะ แต่อยาบอกสถาบันเลย มีชื่อเสียงมาก ที่ต่อไฟฟ้าเบื้องต้นไม่เป็น) ผมก็ไปทำจนสำเร็จ  วันก่อนที่จะเปิดร้าน น้องไปต่อ ทำช่องเสียบปลั๊กไฟฟ้าเพิ่มอีก ทำเกลือบครึ่งวันก็ไม่ได้ จนต้องวิ่งไปตามชั่งไฟฟ้าหมู่บ้านให้มาช่วยดูให้ ทั้่งๆที่ง่ายจะตาย แต่น้องผมก็ดีนะ มีพ่อยืนให้กำลังใจอยู่ข้าง ๆ 555
 
4 เดือนที่ผ่านมาที่ผมได้อยู่ที่บ้านทำให้รู้สึกว่า 
ผมไม่ใช่ลูกของคนบ้านนี้ (ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ก็เคยคิด)
ผมเคยคิดเสมอว่า ผมไม่มีลูก เมีย สมบัติทุกอย่างจะยกให้น้องๆ  เช่น ให้น้องชายหมดเลย หรือให้น้องชาย 50%  ส่วนอีก 50% น้องๆที่เหลือแบ่งกัน   ตอนนั้นที่เคยคิดว่าให้น้องชายหมด อาจเป็นเพราะน้องชายยังเด็กยังไม่มีความคิดที่จะทำร้ายผมได้ (แต่รตอนนี้ความคิดเปลี่ยนไปเพราะน้องขอทำร้านเหล้าเอง)   ผมได้ยินประโยคนี้จากละคร "พ่อแม่ตาย พี่น้องก็กลายเป็นอื่น"   ผมว่ามันไม่จริงสำหรับผมเลย   เพราะพ่อแม่ยังไม่ตาย   พ่อแม่ น้องๆผม ก็เห็นผมกลายเป็นคนอื่นซะแล้ว
ผมคิดว่าที่ๆเราหน้าจะปลอดภัยและอบอุ่นที่สุดคือที่บ้าน  (แต่มันไม่ใช่สำหรับผม)
 ที่พ่อเป็นแบบนี้หรือว่าพ่อ รู้ว่าผมเป็นเกย์ (แก่แล้วไม่มีลูกเมียสักที)  แต่หารุ้ไม่ว่าคนที่เค้าฝากความหวังมากที่สุดคือน้องชายผม ก็เป็นเกย์เหมือนกัน  แถมนิสัยหนักกว่าผมอีกเช่นเอาทองแม่ 5 บาทไปขาย(พ่อไม่รู้ ถ้ารู้บ้านแตก)  แม่บอกว่ามันไม่เสียเหมือนลูกคนอื่น ที่ติดยา ติดพนัน ชั่งมันเหอะ  แต่หารู้ไม่ว่า เล่นหวย  เล่นพนันบอลได้เสียครั้งละเป็นหมื่น 
 
จำไว้ว่าสักวันต้องเป็นของกูบ้าง
โพสท์ใน Uncategorized | 3 ความเห็น