ชีวิตนี้ยิ่งกว่านิยายน้ำเน่า

นานมาแล้ว เมื่อ 33 ปีก่อน  มีเด็ก       คนนึงเกิดที่ รพ เจ้าพระยาอภัยภูเบศ จ. ปราจีนบุรี  เกิดมาไม่นานก็เกือบตาย        เพราะเสมหะติดคอ ดีนะที่ป้าช่วยดูดให้ทัน (แม่เล่าให้ฟังว่าตัวเขียวแล้ว) และตอนเด็กพ่อขับรถพาไปค่ำ 2 ครั้ง  ไม่สบายหนักเป็นไข้เลือดออกเกือบตายอีก 1 ครั้ง 
 
ตั้งแต่เริ่มจำความได้ก็ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ซะแล้ว  มาอยู่ที่ กทม. ในตระกูลคนจีนของพ่อ พ่อจะไปๆ มาๆ  แม่จะไม่ค่อยอยู่ กทม. เพราะโดนแกล้ง (เหมือนในละครหนังจีน สะใภ้คนไทยจนๆ บ้านนอก กับคนจีนตระกูลใหญ่สูงส่ง (หรือเปล่า) ให้ทำงานสารพัด แกล้งตั้งแต่ผู้ใหญ่จนถึงเด็ก เข้าข้างกันเข้าไป) ส่วนเด็ก        คนนั้น ตอนเด็กๆ ก็ไม่ประสาอะไร ไปโรงเรียนกลับก็เข้าห้องนอน ตื่นก็ไปโรงเรียน กลับก็เข้าห้องนอน เวลาเล่นกับพวกพี่ๆ ทะเลาะกันก็เราเป็นน้องทำไมไม่ยอมพี่   พอเล่นกับน้องทะเลาะกันก็เราเป็นพี่ทำไมไม่ยอมน้อง (ดูสิโลกนี้มันเอียง มากๆ) กรูโดนตีอีกแล้ว  (****พี่ น้อง คือลูกของลุงๆ ป้าๆ ******)   เด็กคนนั้นอยู่   กทม   ก็โดนไม่ต่างกับแม่หรอก เขาไปเที่ยวไหนกัน ไอ้เราก็จะได้แต่เฝ้าบ้านดูคนงาน เวลามีของอะไรมาใหม่ เช่น เสื้อผ้า หนังสือเรียน ของเล่น ไอ้เราก็จะไม่เคยได้ จะได้ก็ต่อเมื่อคนโตใช้ไม่ได้แล้ว ประมาณว่าไม่ชอบพ่อแม่มันก็เกลียดลูกมันไปด้วยและอีกอย่างพ่อแม่ก็ไม่อยู่ด้วย พี่น้องของพ่อก็ไม่ชอบพ่อเพราะพ่อเป็นลูกรักของอาม่า แต่ทำให้อาม่าเสียใจที่สุด จะคอยคุยกรอกหูผมตลอดว่าพ่อไม่ดีหยั่งงั้น หยั่งงี้ ว่าผมเป็นลูกกองขยะ  บอกว่าพ่อคอยแต่จะเอาของไปให้แม่ที่ บ้าน ตวจ.
 
เวลามีงานที่โรงเรียนหนะเหรอ ไม่ต้องห่วงครับไม่เคยร่วมกิจกรรม พ่อไม่มี  แม่ไม่มา  ตอนนั้นนะหลบหน้าอาย         เพื่อนๆ มาก  พอเริ่มเข้า อย 10 กว่า ก็เริ่มคิดแล้วว่า ทำไมเราถึงไม่ได้อยู่พ่อแม่เหมือนน้องๆ หรือลูกคนอื่ น้อยใจในชีวิต คิดฆ่าตัวตายหลายครั้ง ทำแล้วก็ไม่ตาย หรือว่าใจยังไม่เด็ดเดี่ยวเพียงพอ
 
เกือบทุกคืนนอนฟังเสียงรถ รอพ่อ แม่ทุกคืน นอนร้องไห้ทุกคืน     มันก็หลับไปเอง        จะได้เจอหน้าแม่ทีก็ต้องรอให้ปิดเทอม  ตอนเด็กๆ จะตั้งหน้าตั้งตารอให้ปิดเทอม จะได้กลับบ้านที่ปราจีน ไปหาแม่ หาพ่อ หาพ่อใหญ่แม่ใหญ่ (ตาและยาย) เป็นเด็กไม่สนใจเรียน ไม่ชอบอ่านหนังสือ ไม่ชอบทำการบ้าน ไม่ชอบเขียน ไม่ชอบอะไรทั้งนั้น เป็นเด็กเพ้อฝัน (เพ้อเจ้อ)  แต่ก็เคยสอบได้ที่  4 และ ที่ 9 นะครับ   คิดแต่เรื่องให้ปิดเทอมเร็วๆ จะได้ไปหาแม่ หาคนที่เอ็นดูเรา ใช้ชีวิตคนเดียวมาตลอดก็ว่าได้ มีเรื่องอะไรก็จะคิดและตัดสินใจด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะผิดหรือถูก ก็ตัดสินใจเอง นี่หละมั๊งที่ทำให้เป็นคนมั่นใจในตัวเองสูง ไม่ง้อใคร ไม่ได้ขอใครกิน 
 
เรียนจบ ม. 3  ขึ้น ม. 4 ก็เริ่มเกเรมาก  ไม่ไปเรียน ทำให้ถูกไล่ออก  ตอนนั้นคิดว่าไม่อยากอยู่ กทม.  อยากไปอยู่กับแม่กับน้อง ที่ ตจว. ลำบากทำงานไงก็จะทน  ได้กลับไปสมใจอยาก ทำงานหนักมาก ทำสวนทุกวัน ขับรถไถ ปลูกมัน ถอนมัน เกี่ยวข้าว ฯลฯ  ตากแดด ร้อน ตัวดำ ตอนกลับไปใหม่ๆ รู้ว่าพ่อแม่เสียใจและอาย กับเรื่องที่เราไม่เรียนหนังสือ เกเร  ที่คิดได้ไม่ใช่เพราะลำบาก คิดว่าไม่อยากให้พ่อแม่อายที่มีลูกเกเร  ก็เลยให้น้องที่ กทม ซื้อใบสมัครเรียนที่พาณิชยการบางนาให้  เพราะชอบเรียนทางด้านค้าขายและลูกป้าก็เคยเรียนที่นี่  หนังสือก็ไม่อ่าน บนหลวงพ่อโสธรว่าถ้าลูกมีบุญจริงก็ขอให้ได้เรียนและเรียนจบ ป. ตรี  ถ้าสอบไม่ได้ที่พาณิชยบางนา ก็คงไม่ได้เรียน เพราะตอนนั้นไม่รู้จัก ร.ร.  เอกชน และอีกอย่างที่บ้านก็ไม่ค่อยมีตังค์  สอบได้ ก็เรียนที่พานิชยฯ 3 ปี  เรียนปี 1 เคยมีรายได้เดือนละ หมื่นกว่าด้วย เสาร์อาทิตย์ รับจ้างขายของที่ตลาดสด  ที่บอกว่าได้หมื่นกว่าเพราะ  ตอนเรียนครูให้ขายเครื่องเงินเพราะเก็บคะแนน แต่ด้วยความเก่งของเรา ขายไป ขายมา เป็นคนขายส่งให้อาจารย์อีกที 555555555+ จบ ปวช ที่พานิชยการบางนา
 
เรียนต่อที่  BBC เลือกเรียนที่นี่เพราะ เพื่อนของพี่ที่เป็นลูกลุงแนะนำว่าให้เรียนที่ ม. กรุงเทพ  4 ปี  ถ้า ปวส. ให้เรียน ที่ BBC  ถึงแม้ค่าเรียนสูง แต่สังคมที่ได้ก็จะต่างกับพาณิชยบางนา  ตอนนั้นเลือก  BBC เพราะรู้ตัวว่าเรียนไม่เก่ง กลัวจะเสียเงินฟรี เลยเรียน 2ปี ก่อน เรียนรอบบ่าย  กลางคืนทำงาน รับจ้างขับรถส่งของ 
เรียน  BBC เกือบทำให้เสียคนได้เหมือนกัน เพราะเริ่มเที่ยวกินเหล้าเป็น (มีความรัก เขาชอบไปเที่ยว กินเหล้า เราเอาบ้าง อิๆๆๆๆๆ) ไม่ค่อยกลับบ้าน  และแล้ววันจบ  ผมก็ได้เป็นเดือนของรุ่น 5555+ ไม่น่าเชื่อ 555+ ไม่น่าเชื่อใช่ปะ  ผมเองยังไม่เชื่อเลย แต่ตอนนั้นนะหน้าใสกิ๊กเลย
 
แล้วก็เรียนต่อที่ ม. เกษมบัณฑิต เรียน รอบ ค่ำเพราะจะได้ทำงานด้วย   ทำงานด้วยเรียนด้วยจนจบ แบบไม่รู้จบได้ไง  ตอนจบนะ ดีใจมากกกกกกกกกกก      เพราะตั้งใจไว้ว่าจะเอาใบ ปริญญา ฝากพ่อแม่ (อันนี้สำคัญที่สุด) และก็เป็นคนแรกของหมู่บ้านที่ ตจว  เป็นคนที่ 2 ของ ตระกูล อันสูงส่งของพ่อ  และแล้ว วันที่รับปริญญา ก็มาถึง เป็นวันที่ดีใจมากที่สุด เพราะทำได้ตามใจหวัง  และมันก็เป็นวันที่เสียใจที่สุด หมดอะไรตายอยากในชีวิตเช่นกัน  มันเหมือนว่าเราเหนื่อยมากกับทำงานและเรียนเพื่อกระดาษใบเดียว  (ตอนนั้นคิดเพราะเรามีงานทำแล้วเพื่อนๆ ในรุ่นเดียวกัน ยังขอตังค์พ่อแม่อยู่เลย)
เรื่องมีอยู่ว่า ทำงานและมีเงินเล็กน้อยคิดว่าวันรับปริญญาตอนเย็นจะพาครอบครัวและญาติ (ญาติฝ่ายพ่อไม่มีใครมา)  พอกลับถึงอพาร์ทเม้นต์ พ่อก็จะกลับบ้านที่ ตจว. ทันที ผมก็บอกให้เขาอยู่ต่ออีกคืน ไปทานข้าวกันก่อนแล้วค่อยกลับก็ได้  และแล้วก็ได้ยินเสียงพ่อตอบมาว่า กูจะรีบกลับบ้านเพราะไม่ได้อยู่มาคืนนึงแล้วเป็นห่วงบ้านกลัวของหาย   (ลืมเล่าไปว่าผมกับพ่อไม่ค่อยถูกกันหรอก  เจอกันที่ไรไม่เกิน 2 วัน ต้องทะเลาะกัน  ทั้งๆ ที่คิดเสมอว่าจะไม่ทะเลาะด้วย เคยมีอยู่ครั้งนึงผมทำอะไรให้พ่อโกรธไม่รู้ ถูกจับบีบคอแล้วยกขึ้น ขาไม่ติดดินแล้วเขย่าเหมือนเล่นกับหมาแมว จนหน้าเขียวเกือบตายจนอาม่าต้องเข้ามาห้าม พ่อพูดว่า "เลือดก้อนเดียวกูตัดได้" เด็กครับ อย. ประมาณ 12 เรียน ป 6 ไม่รู้หรอกเลือดก้อนเดียวคืออะไรแต่เก็บในใจมาตลอดและคิดได้ก็เมื่อเรียน ปวส. ว่าเลือดก้อนเดียวหมายถึงอะไร ถ้าเรารู้ความหมายตั้งแต่ตอนนั้น ผมคงไม่ได้มานั่งเล่านั่งเขียนแบบนี้หรอก เล่ายาวเลย)  จากนั้นก็ไม่สนใจวิ่งขึ้นห้องเลย ไม่สนใจคนข้างล่าง ร้องไห้ด้วยความน้อยใจ และคิดเสมอว่าที่ทำ ที่เรียนก็เพราะเขาทั้งนั้น           เหนื่อยชิบชีวิต   ตอนนั้นมันเหมือนขึ้นสวรรค์ อยู่ดีๆ ก็ตกนรก คนอื่นเขาสนุกดีใจ สังสรรค์ ผมต้องนอนร้องไห้ที่ห้อง 
แต่คืนนั้นก็ยังดีที่มีเพื่อนสนิทที่สุดในขณะนั้นชื่อกิ๊ก (เป็นเพื่อนเรียนมาด้วยกันที่พาณิชนการบางนาแต่ไม่สนิท  มาสนิทมากก็ตอนผมเรียนมหาลัย) อยู่ด้วยค่อยปลอบและให้กำลังใจ  อยากบอกว่าขอบใจนะโว๊ยเพื่อน  ถึงแม้ตอนนี้จะไม่ค่อยได้คุยได้เจอก็ยังคิดถึงเรื่อยๆ กูขอโทษและเสียใจกับบางเรื่องที่ทำไม่ดีกับมึงนะ  รักมึง!!!!!
 
มีเรื่องอีกมากมาย ยังไม่จบนะ  ค่อยเล่าต่อ  จะร้องไห้หงะ
 
พิมพ์ผิด ตกหล่น ให้อภัย
 
 
Advertisements
ข้อความนี้ถูกเขียนใน Uncategorized คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

3 ตอบกลับที่ ชีวิตนี้ยิ่งกว่านิยายน้ำเน่า

  1. TuiiKung พูดว่า:

    เราอ่านคอมเม้นท์กันต์ในสเปซเราตั้งแต่ก่อนดูหนังแล้วล่ะ อ่านก่อนจะเข้าโรงอ่ะ น้ำตาจะเล็ด แต่เราเก็บอาการเก่งมะ555 ขอบคุณนะที่มาอ่าน เราก็เป็นไรไม่รู้เวลาอยู่ต่อหน้าทำไมไม่กล้าพูดเรื่องนั้น ต้องมานั่งเขียนเป็นตัวหนังสืออยู่คนเดียว สงสัยอาการเริ่มบ้า อิอิ  นึกว่ากันต์จะไม่อ่านของเราซะแล้ว ไม่ต้องขอโทษเราหรอก ไม่ได้ทำไรผิดซะหน่อย เราคิดของเราอยู่คนเดียว กันต์ไม่ต้องทำอะไรหรอก ทำแบบนี้แหละ อย่าหายไปจากเราก็พอ แค่นี้เรามีความสุขที่สุดแล้ว แค่ให้เวลาเราสักหน่อยนะ สักพักเราก็คงเลิกคิดบ้าๆไปเองล่ะ  เปลี่ยนใจคนอื่นอ่ะมันยากมากๆ ใช่ป่ะ สู้เปลี่ยนใจตัวเองดีกว่า แต่มันก็ยากพอๆกันน่ะแหละ….ฝันดีนะ

  2. TuiiKung พูดว่า:

    ลืมคอมเม้นท์ 5555 ชีวิตเศร้าจัง กำลังเศร้าๆ มาอ่านทีน้ำตาไหลเลย..เก่งมากๆเลยอ่ะ ผ่านโลกมาได้ขนาดนี้ เดี๋ยวเราเขียนเรื่องชีวิตรันทดในสเปซของเราบ้างดีกว่า แต่มันยังไม่ได้ครึ่งของกันต์เลย555  ยังไงก็เป็นกำลังใจให้นะครับ…

  3. TuiiKung พูดว่า:

    ป.ล. ยังมีผิดอยู่ บอกให้ส่งมาให้เราปรู๊ฟก่อนก็ไม่เชื่อ 5555

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

w

Connecting to %s