2 ปีที่หายไป

2 ปีที่หายไป มีทั้งสุขและทุกข์ ตามประสามนุษย์ทั่วไป แต่สำหรับผม ผมคิดว่ามันโหดร้ายมาก
ช่วงเมษาปี 51 ได้ทำงานบริษัทผลิตเครื่องสำอางค์แห่งหนึ่ง เดินสายทำงานที่ภาคเหนือ เงินเดือนยังไม่พอส่งค่ารถ แต่อาศัยได้ค่าน้ำมัน ค่าที่พัก ถูกหวยบ่อย ทำงานเพื่อรอโอกาส เจอผู้จัดการนิสัยแย่มาก ใส่ร้ายต่างๆนาๆ  การเงินแย่ลง แต่ก็ผ่านไปได้จนกระทั่ง
เดือนพฤศจิกาปี 51 รถที่เพิ่งใช้ประมาณ 4 มีปัญหาที่เครื่องยนต์ ใช้งานหนักมั๊ง ดันทุรังขับจากพิษณุโลกถึง กทม  เข้าศูนย์โตโยต้าแจ้งความซ่อมเบื้องต้น 80,000 ยังไม่รวมค่าแรง จึงไปซ่อมอู่ของเพื่อนดีกว่าค่าใช้จ่ายประมาณ 40,000 บาท พอซ่อมรถใกล้เสร็จ ช่วงนั้นไม่มีเงินต้องขอยืมเงินพ่อ โดยการคุยผ่านโทรศัพย์หน้าเซ็นทรัลบางนาตอนช่วงบ่ายๆ
ผม : พ่อๆ ขอยืมเงินซ่อมรถหน่อย
พ่อ : มึงจะเอาเท่าไหร่
ผม :  40,000
พ่อ : ซ่อมอะไรว๊ะมันทำไมเสียเยอะแท้
ผม : ก็ซ่อมเครื่อง ถ้าไปซ่อมศูนย์เสียประมาณ 80,000
พ่อ : มึงจะเอาเมื่อไหร่
ผม : ขอเร็วหน่อย พรุ่งนี้ก็ได้เพราะรถจะเสร็จแล้ว จะได้รีบกลับไปทำงาน
พ่อ : แล้วมึงจะคืนเมื่อไหร่
ผม : คืนให้ต้นปี  (รับปากไปก่อน แต่ไม่รู้ว่าจะหาที่ไหนมาคืนให้)
 
แม่ผมโทรมาหลังจากคุยกับพ่อเสร็จไม่เกิน 15 นาที
แม่ : ลูกยืมเงินพ่อเหรอ
ผม : อื่มครับ
แม่ : ยืมไปเท่าไหร่ เอาไปทำไร
ผม : เอา 40,000 ไปจ่ายค่าซ่อมรถ
แม่ : แล้วจะคืนเมื่อไหร่ (ผมได้ยินประโยคนี้มันเหมือนฟ้าผ่าลงมากลางตัวผม ผมยืนนิ่งหน้าเซ็นทรัลบางนาแล้วร้องไห้) แล้วถามแม่กลับไปว่า
ผม : แม่ คนที่ยืมเงินพ่อคนนี้ไม่ใช่ลูกเหรอ แล้วผมก็วางสายไป
 
ผมไม่คิดว่าแม่จะถามผมแบบนี้ เป็นคำพูดประโยคที่สอง ที่มันเหมือนมีดกรีดที่กลางดวงใจผมโดยคำพูดของแม่ โดยครั้งแรกที่เคยเล่าไปแล้ว แม่พูดว่ากลัวมึงจะมาเอาเงินค่ารถ (ทั้งๆที่ผมบอกขายรถให้ แล้วไม่เคยทวงถามสักครั้ง)
 
ผมยืนร้องไห้หน้าเซ็นทรัลบางนา คนเดินผ่านไป ผ่านมาเยอะมาก แต่ผมก็เหมือนตัวคนเดียวที่ยืนอยู่ที่นั่นและเหมือนตัวคนเดียวในโลกใบนี้ ชีวิตนี้ไม่เหลืออะไรอีกแล้ว
 
ปลายเดือนธันวาคมปี 51 ผมตัดสินใจหนีไปอยู่วัด ออกจากงานโดยไม่บอกกล่าว ผู้จัดการรายงานว่าผมได้งานใหม่ แต่ในความเป็นจริงผมไปอยู่วัด กะว่าจะไปซื้อศีลช่วงปลายปี เรื่องงานค่อยว่ากันใหม่ พอไปถึงวัด หลวงพ่อท่านก็ถามว่า
หลวงพ่อ :  จะมาอยู่กี่วัน
ผม : สักประมาณ 7-9 ครับหลวงพ่อ
หลวงพ่อ : มาถือศีล 7 วัน 9 วัน เสียเวลาป่าว ไม่ค่อยได้อะไรหรอก  บวชเลยดีกว่าไม๊
ผม : (ตอบไปโดยไม่คิด แต่มันออกมาจากใจว่า)  ได้ครับ ถ้าหลวงพ่ออยากให้ผมบวช
หลวงพ่อ : งั้นเดี๋ยวไปกินข้าว แล้วให้หลางตาปลงผมให้นะ แล้วให้หลวงพี่หนุ่ย ที่เรื่องเอกสารบวชให้พรุ่งนี้เลย
(เป็นการบวชพระซึ่งเร็วมาก เอกสารที่ต้องใช้ ผมมีพร้อมเหมือนเตรียมการมาบวชโดยเฉพาะ)
ลาสึกวันที่ 1 มกราคม 2552   เจ้าของบริษัทรู้ว่าผมหนีไปบวช ไม่ได้ไปทำงานที่ใหม่ จึงเรียกตัวผมกลับไปทำงานต่อ
 
เดือนเมษายน 52  ช่วงเบื่องานสุดๆ เบื่อบริษัท เบื่อผู้จัดการ จึงลาออก แล้วมาเริ่มทำแบรนด์เครื่องสำอางค์ของตัวเองโดยอาศัยความรู้และประสบการณ์ที่ผ่านมา
ช่วงเดือนมิถุนายน – สิงหาคม 2552 เป็นช่วงที่ผมเหนื่อยมาก และยอดขายดีมาก เยอะมาก
กันยายน  อยู่ดีๆ ยอดก็ตกฮวบฮาบ แบบตั้งตัวไม่ติด  ทั้งๆที่ลูกค้าบอกว่าใช้ดี
อาจเป็นเพราะเราไม่มีกลุ่มลูกค้าเพิ่ม การตลาดไม่แข็งพอ ซึ่งช่วงแรกที่ทำโตเร็วมาก ประกอบกับเหมือนโดนทางบริษัทผู้ผลิตหักหลัง เอาข้อมูลที่เราคิดชื่อสินค้าและรายละเอียดแต่ละตัว ก๊อบปี้ข้อความจากเว็ปสินค้าผม www.u-pinly.com ไปลงในเว็ปไซค์สินค้าของบริษัท และแจ้งว่าผลิตจากที่ไหน (ซึ่งความเป็นจริง ในฉลากตัวสินค้าก็มีแจ้งอยู่แล้ว)
 
บล็อกต่อไป เป็นเหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุดในชีวิต
Advertisements
ข้อความนี้ถูกเขียนใน Uncategorized คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s